เรื่อง “โซลาร์รูฟท็อป” ในต่างประเทศ ตอนนี้ถือเป็นเรื่องปกติไปแล้ว

จากกระแสตื่นตัวเรื่องโลกร้อน การรณรงค์ลดการใช้พลังงานเชื้อเพลิงต่างๆ  “โซล่าร์รูฟท็อป” เลยเป็นคำตอบจากนานาประเทศ ด้วยเหตุที่นอกจากจะเป็นพลังงานที่ผลิตไฟฟ้าได้ต่อเนื่องไม่มีวันหมดแล้ว ยังไม่ก่อให้เกิดมลภาวะ หรือผลเสียต่อโลกอีกด้วย

มาลองมาดูกันครับ  มีประเทศไหนบ้างที่มีการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป และเค๊าผลิตไฟฟ้าเพื่อใช้งานได้เท่าไหร่?

 

เมืองมาสดาร์ ซิตี้ (Masdar City) ณ กรุงอาบูดาบี ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี)

“มาสดาร์ ซิตี้ (Masdar City)” เมืองพลังงานหมุนเวียนแห่งอนาคต ตั้งอยู่แถบชานกรุงอาบูดาบี ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) อาคารทั้งหมดในเมืองนี้ใช้ไฟฟ้าจากแผงโซลาร์รูฟท็อปที่ติดตั้งบนหลังคาอาคารเป็นพลังงานไฟฟ้าหลัก โดยทั้งโครงการนี้ได้วางเป้าให้เปิดตัวเต็มรูปแบบภายในปี ค.ศ. 2016 เพื่อรองรับการอยู่อาศัยของประชากรราว 40,000 คน และอีก 50,000 คน ที่คาดว่าจะเดินทางเข้าออกเมืองในแต่ละวัน เรียกว่าเป็นเมืองต้นแบบให้กับเมืองอื่นๆ ของโลกเลยครับ
 
 
ชุมชนพลังงานแสงอาทิตย์ ณ เมืองไฟร์บวร์ก ประเทศเยอรมนี

 

เมืองไฟร์บวร์ก (Freiburg) ประเทศเยอรมนี ได้มีการจัดตั้ง “Solar Settlement” หรือ “ชุมชนพลังงานแสงอาทิตย์ต้นแบบ” โดยอาคารทุกหลังมีการติดตั้งแผงโซลาร์รูฟท็อป ไว้บนหลังคาเพื่อผลิตเป็นพลังงานไฟฟ้า ทำให้ชุมชนแห่งนี้สามารถผลิตพลังงานไฟฟ้าได้ถึง 420,000 กิโลวัตต์/ชั่วโมง และคิดเป็นพลังงานที่ส่งออกสูงสุดต่อปีถึง 445 กิโลวัตต์ เมื่อคำนวณแล้วจะเห็นได้ว่าชุมชนแห่งนี้สามารถลดการใช้พลังงาน เมื่อเทียบกับน้ำมันถึง 200,000 ลิตร และลดคาร์บอนไดออกไซด์ได้ถึง 500 ตัน
 
 
การติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปในประเทศญี่ปุ่น
ประเทศญี่ปุ่น ประชาชนต่างให้ความร่วมมือในการหันมาใช้พลังงานแสงอาทิตย์ เพื่อหลีกเลี่ยงการใช้พลังงานนิวเคลียร์ที่มีความเสี่ยงสูงและก่อมลภาวะ ผลจากความร่วมมือกันทุกภาคส่วน พบว่าสามารถผลิตไฟฟ้าเพิ่มขึ้นถึง 4,000 เมกะวัตต์ เทียบเท่าโรงงานเตาปฏิกรณ์ไฟฟ้านิวเคลียร์ถึง 4 โรง
อีกทั้งรัฐบาลยังมีนโยบายในการรับซื้อไฟฟ้าจากบ้านของประชาชนในราคาสูงที่กว่าไฟฟ้าที่ผลิตจากก๊าซธรรมชาติถึง 3 เท่าเลยทีเดียว
 

โซล่าร์รูฟท็อป” เหมาะสำหรับประเทศไทยของเราหรือไม่ ?

ประเทศไทยมี  ทำเลที่ตั้งภูมิประเทศ อยู่ในโซนที่มีความเข้มของแสงอาทิตย์ดีตลอดทั้งปี เหมาะสมอย่างยิ่งต่อการนำพลังงานแสงอาทิตย์มาผลิตไฟฟ้า
ด้วยเหตุนี้ทางรัฐบาลของไทยจึงได้ผลักดันให้มีการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปได้อย่างเสรี เพื่อให้ประชาชนสามารถผลิตพลังงานไฟฟ้าใช้เอง ลดการใช้พลังงานจากเชื้อเพลิง และนำพลังงานที่เหลือไปจำหน่ายให้แก่รัฐเพื่อสร้างรายได้ให้แก่ครัวเรือน โดยมีการตั้งเป้าไว้ว่า ในช่วง 5 ปีแรก (ระหว่างปี 2558 – 2563)
ประเทศไทยจะสามารถติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป สำหรับบ้านอยู่อาศัย ขนาดไม่เกิน 10 กิโลวัตต์ ประมาณ 1 แสนครัวเรือน  สามารถผลิตไฟฟ้าได้ 500 เมกะวัตต์ และในอนาคตอีก 20 ปีข้างหน้า จะขยายการติดตั้งเพิ่มขึ้นอีก 1 ล้านชุด ซึ่งก็จะทำให้มีกำลังในการผลิตไฟฟ้าไม่ต่ำกว่า 5,000 เมกะวัตต์
 
 

ขอสรุปเรื่องความคุ้มค่า หลังการติดตั้ง Solar rooftop แล้วดีหรือไม่

คุ้มหรือไม่กับการลงทุน?

 

คุ้มที่ 1 ผลิตไฟฟ้าไว้ใช้ในเวลากลางวัน ช่วยประหยัดค่าไฟฟ้าและนำไฟฟ้าส่วนที่เหลือจำหน่ายให้กับหน่วยงานของรัฐ ทำให้มีรายได้เข้าสู่ครัวเรือน

คุ้มที่ 2 กระบวนการผลิตไฟฟ้า ไม่ก่อให้เกิดมลภาวะที่เป็นพิษ จึงช่วยรักษาสิ่งแวดล้อม และลดภาวะโลกร้อนได้อีกด้วย

คุ้มที่ 3 แผงโซล่าร์เซลล์ มีอายุการใช้งานยาวนานกว่า 25 ปี ติดตั้งแล้ว ใช้งานกันไปยาวๆ

คุ้มที่ 4 แผงของโซล่าร์เซลล์ช่วยให้อุณหภูมิภายในบ้านและอาคารลดลงจากการตกกระทบของแสงแดด

คุ้มที่ 5 สามารถคืนทุนภายในระยะเวลา 5-8 ปี เท่านั้น ที่เหลือคือกำไรล้วนๆ

สรุปว่า “คุ้มสุดคุ้มครับ”

แล้วจะหาซื้อได้ที่ไหน หากสนใจจะมีหน่วยงานใดรับติดตั้งให้หรือเปล่า ?

บริษัท เอ็นเนอร์ยี่ เน็กซ์ จำกัด

หากสนใจติดตั้ง หรือต้องการรายละเอียด สามารถติดต่อสอบถามได้ที่

เบอร์ Call Center : 02-431-2436
อีเมลล์ :  energynext@yahoo.com

อ้างอิง : https://www.gump.in.th/article/539